ค็อกเทลและการจับคู่ · ค็อกเทล · โอลด์แฟชั่น · ประวัติค็อกเทล
โอลด์แฟชั่น ค็อกเทลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จับคู่กับสุราขาวได้ไหม
โอลด์แฟชั่น (Old Fashioned) มักถูกเรียกว่าเป็น "บิดาของค็อกเทลทั้งปวง" เพราะโครงสร้างเรียบง่ายของมันคือจุดเริ่มต้นที่นักประวัติศาสตร์เครื่องดื่มใช้นิยามคำว่า "ค็อกเทล" เป็นครั้งแรก แต่กว่าจะมาเป็นสูตรที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ เส้นทางของมันกลับมีเรื่องเข้าใจผิดที่เล่าต่อกันมานานจนหลายคนเชื่อว่าเป็นความจริง
จุดกำเนิดคำว่า ค็อกเทล ที่เก่าแก่กว่าที่คิด
ย้อนไปปี ค.ศ. 1806 หนังสือพิมพ์ The Balance and Columbian Repository ในรัฐนิวยอร์กได้ให้นิยามคำว่า "ค็อกเทล" เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกเท่าที่มีการบันทึกไว้ ว่าคือเครื่องดื่มที่ผสมจากสุรา น้ำตาล น้ำ และบิตเตอร์ ซึ่งตรงกับโครงสร้างของโอลด์แฟชั่นในปัจจุบันแทบทุกประการ
นั่นหมายความว่าแนวคิดเบื้องหลังโอลด์แฟชั่นมีอายุเก่าแก่กว่าที่หลายคนจินตนาการไว้มาก และเป็นรากฐานที่ค็อกเทลอื่น ๆ ในยุคต่อมาต่างแตกแขนงออกไป ชื่อ "old-fashioned" เองก็มีที่มาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะในช่วงทศวรรษ 1860 เป็นต้นมา
บาร์เทนเดอร์เริ่มนิยมใส่ลิเคียวร์อย่างส้มคูราเซาหรือแอบซินธ์ลงไปในค็อกเทลเพื่อเพิ่มความซับซ้อน ทำให้มีผู้ดื่มกลุ่มหนึ่งที่ยังชอบรสชาติเรียบง่ายแบบดั้งเดิม
เริ่มสั่งเครื่องดื่มแบบ "แบบเก่า ๆ" หรือ old-fashioned เพื่อให้บาร์เทนเดอร์เข้าใจว่าไม่ต้องการส่วนผสมที่ซับซ้อนเพิ่มเติม ชื่อนี้จึงติดปากมาจนถึงปัจจุบัน
เกร็ดความรู้ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ตำนานเพนเดนนิสคลับเป็นเรื่องแต่งที่เกิดทีหลัง
เรื่องเล่ายอดนิยมที่ว่าโอลด์แฟชั่นถูกคิดค้นโดยบาร์เทนเดอร์แห่งเพนเดนนิสคลับ (Pendennis Club) ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี แล้วถูกนำไปเผยแพร่ในนิวยอร์กโดยนักธุรกิจสุราชื่อเจมส์ เพปเปอร์ นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่นักเขียนจากโรงแรมวอลดอร์ฟ-แอสโทเรียเล่าไว้ในช่วงทศวรรษ 1930 เท่านั้น
นักประวัติศาสตร์เครื่องดื่มชี้ว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะคำว่า "old-fashioned cocktail" ปรากฏในหนังสือพิมพ์ Chicago Daily Tribune ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ขณะที่เพนเดนนิสคลับเพิ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1881 ซึ่งช้ากว่าการใช้คำนี้ไปแล้ว ตำนานนี้จึงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ฟังดูดีแต่ไม่ตรงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์
สูตรดั้งเดิมที่เรียบง่ายกว่าที่คิด
สูตรโอลด์แฟชั่นแรกเริ่มประกอบด้วยสุรา (ส่วนใหญ่เป็นไรย์วิสกี้หรือเบอร์เบิน) ก้อนน้ำตาลที่ละลายด้วยน้ำเล็กน้อย บิตเตอร์แบบแองกอสตูรา และเปลือกมะนาวฝานบาง ๆ สำหรับบีบน้ำมันหอมใส่แก้ว ไม่มีผลไม้ตกแต่งมากมายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ชิ้นส้มและเชอร์รี่ที่หลายคนคุ้นตาเพิ่งเข้ามาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง โดยส้มเริ่มปรากฏราวปี 1905 ส่วนเชอร์รี่เข้ามาในช่วงปี 1930 ความเรียบง่ายของสูตรดั้งเดิมนี้เองที่ทำให้โอลด์แฟชั่นเหมาะกับการนำไปปรับใช้กับสุราชนิดอื่นได้ง่าย
เวอร์ชันที่ใช้บรั่นดีก็ไม่ได้มาจากตำนานที่เล่ากัน
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ โอลด์แฟชั่นสูตรบรั่นดีที่หลายคนเชื่อว่าเริ่มจากงาน Chicago World's Fair ปี 1893 โดยโรงบ่มไวน์ Korbel นั้น นักประวัติศาสตร์เครื่องดื่มเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริงเช่นกัน แนวโน้มที่เป็นไปได้มากกว่าคือสูตรนี้เริ่มแพร่หลายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวิสกี้ขาดแคลนและบรั่นดีกลายเป็นสุราทดแทนที่หาได้ง่ายกว่าในขณะนั้น
จับคู่แนวคิดโอลด์แฟชั่นกับสุราขาวได้ไหม
เพราะโครงสร้างของโอลด์แฟชั่นคือ สุรา + ความหวาน + บิตเตอร์ + กลิ่นหอมจากผิวส้มหรือมะนาว แนวคิดนี้จึงสามารถปรับใช้กับสุราฐานอื่นได้หลากหลาย รวมถึงสุราขาวไม่บ่มอย่างคีรีขาลที่มีความสะอาดของรสชาติจากข้าวเป็นจุดเด่น เมื่อผสมกับน้ำตาลและบิตเตอร์ในสัดส่วนที่พอดี ก็สามารถให้เครื่องดื่มที่มีโครงสร้างคล้ายโอลด์แฟชั่นแต่มีบุคลิกต่างออกไป
เป็นอีกแนวทางที่บาร์เทนเดอร์รุ่นใหม่เริ่มทดลองนำสุราขาวจากข้าวมาทดแทนฐานวิสกี้แบบดั้งเดิม เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับค็อกเทลคลาสสิก ข้อดีของการใช้สุราขาวเป็นฐานคือความคมชัดของรสชาติดั้งเดิมจากวัตถุดิบจะไม่ถูกกลบด้วยกลิ่นไม้โอ๊กจากการบ่ม ทำให้ความหวานจากน้ำตาลและความขมติดปลายลิ้นจากบิตเตอร์โดดเด่นขึ้นในอีกมิติหนึ่ง ต่างจากโอลด์แฟชั่นสูตรวิสกี้ที่กลิ่นไม้และวานิลลาจากการบ่มจะเข้ามาผสมผสานกับรสของบิตเตอร์แทน
ดูเมนูจับคู่คีรีขาลกับอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มเติมได้ที่บทความ จับคู่คีรีขาลกับอาหารเหนือ หรือดูสูตรค็อกเทลอื่น ๆ ได้ที่หน้า Cocktail